สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ 

Center for Conflict Studies and Cultural Diversity [CSCD]

 
หน้าหลัก  |   นักวิจัย  |   ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม  |   เว็บบอร์ด  |   ติดต่อเรา  |   Login





     

โพล (Poll): เครื่องมือในการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ







สุวรา แก้วนุ้ย


อาจารย์นักวิจัย สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD)


 


ส่วนที่ 1: ทำความรู้จัก “โพล (Poll)”        



เมื่อได้ยินคำว่า “โพล” หลายคนคงมีความสงสัยและตั้งคำถามว่า โพลคืออะไร? ทำโพลไปทำไม? ใครควรเป็นผู้ทำโพล? ประเด็นที่ทำโพลมีอะไรบ้าง? และมีวิธีทำโพลอย่างไร? หรืออีกหลายคำถามที่อาจจะเกิดขึ้น หากทำความเข้าใจง่ายๆ สามารถสรุปประเด็นต่างๆ ได้ ดังนี้



โพล คือการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการโดยวิธีการสำรวจความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งมีเป็นจำนวนมาก โดยที่การสรุปผลอยู่ในรูปการนับจำนวนผู้มีความคิดเห็นแต่ละเรื่องเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ไปสำรวจทั้งหมด ในหนังสือ An Introduction to Survey Research, Polling, and Data Analysis แต่งโดยคณาจารย์จาก  Ohio State University  ปี ค.ศ. 1996 ระบุไว้ชัดเจนว่า การทำโพลเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ที่ครอบคลุมการสำรวจความคิดเห็น (Opinion) ทัศนคติ (Attitude) ความเชื่อ (Belief) และพฤติกรรม (Behavior) ของประชาชนต่อปรากฏการณ์ทางสังคม ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วหรือยังไม่อาจเกิดขึ้นก็ได้  นอกจากนี้การทำโพลยังหมายรวมไปถึงการสำรวจข้อเท็จจริงทางสังคม (Social facts) ได้อีกด้วย[1]



การทำโพลมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อทราบและเผยแพร่สถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่สนใจและการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว เช่น ประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ให้สาธารณชนทราบและเพื่อใช้ตัดสินใจดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการได้เสียประโยชน์ของสาธารณชน โดยผู้ที่ทำหน้าที่ออกแบบการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูล และรายงานผลการทำโพลนั้น ควรจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับประเด็นที่ทำการศึกษา เช่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานของรัฐ สำนักงานสถิติแห่งชาติ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ หรือ หน่วยงานเอกชน เป็นต้น



สำหรับประเด็นในการทำโพลมีได้หลายปะเด็น อาทิเช่น 1) โพลด้านการเมือง เช่นการจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบายในการจัดการปัญหาต่างๆ 2) โพลด้านเศรษฐกิจ เช่น การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้า 3) โพลด้านกฎหมาย เช่น กฎหมายเกี่ยวกับสุราและการพนัน กฎหมายเกี่ยวกับการค้าเสรี 4) โพลด้านประเพณีและวัฒนธรรม เช่น การประพฤติและปฏิบัติตามประเพณี วัฒนธรรม และสังคม 5) โพลด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นต้น



รูปแบบในการศึกษาและเก็บข้อมูลการทำโพล จะดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการออกแบบวิจัยสำรวจตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ เริ่มจากการกำหนดเป้าหมายการวิจัย การออกแบบแบบสอบถาม การกำหนดกลุ่มประชากรเป้าหมายและการออกแบบกรอบการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Frame) โดยใช้แบบสอบถามที่เป็นแบบสัมภาษณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยลักษณะคำถามแต่ละเรื่องที่ต้องการทราบอยู่ในรูปมาตรวัดระดับความคิดเห็นซึ่งมีจำนวนที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ตอบและต้องไม่เป็นคำถามนำซึ่งพยายามจะให้ผู้ตอบตอบตามระดับความคิดเห็นที่ผู้สำรวจต้องการ สำหรับจำนวนตัวอย่างที่ใช้ในการทำโพลขึ้นอยู่กับขอบเขตของการสำรวจ และกลุ่มผู้ตอบเป็นสำคัญ



สำหรับข้อมูลที่นักวิชาการทำโพลได้มาจากการสำรวจ อาจจะเป็นเพียงแค่ภาพปรากฏทางสังคม (social phenomena) ไม่ใช่ “ความเป็นจริงทางสังคม” (social reality) ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปฏิเสธหรือมองข้ามผลสำรวจจากโพลโดยสิ้นเชิง เพราะโพลเองก็มีประโยชน์ในฐานะที่สำรวจมาจากตัวอย่าง (sample survey)  ซึ่งถ้ามีกระบวนการเลือกตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรเป้าหมายและมีการควบคุมคุณภาพการสำรวจอย่างดี ผลสำรวจจากตัวอย่างก็จะเป็นประโยชน์และมีคุณค่ามหาศาล



 



ส่วนที่ 2: โพลสันติภาพ (Peace Poll)[2]



โพลสันติภาพถูกพัฒนาขึ้นโดย Dr.Colin John Irwin นักวิจัยประจำสถาบันไอริชศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์ (Queen’s University) ณ​ กรุงเบลฟาสต์ เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือ โดยทำโพลสันติภาพ 10 ครั้ง ในช่วงระหว่างปี 1996-2008 ซึ่งการทำโพล 8 ครั้งในจำนวน 10 ครั้ง ทำในช่วงที่มีการเจรจาสันติภาพกันอย่างเข้มข้น ช่วงปี 1996-2000 โพลสันติภาพนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการสร้างฉันทามติสำหรับ ‘Belfast Agreement’ ในปี 1998 ที่สามารถนำเสียงของประชาชนเข้าสู่กระบวนการเจรจาได้ทางหนึ่ง ทว่าเกิดขึ้นโดยตนเองไม่ได้ ต้องเดินคู่ไปกับกระบวนและกลไกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และโพลสันติภาพต้องทำควบคู่ไปกับกระบวนการทางการเมืองอื่นๆ ที่มุ่งเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง



ความหมายและคุณลักษณะ



โพลสันติภาพ คือ การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ/ สันติสุข ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่การสอบถามความคิดเห็นในภาพรวมการดำเนินงานกระบวนการสันติภาพ/ สันติสุข การสำรวจมุมมองต่อสาเหตุความขัดแย้ง การสอบถามทางเลือกต่างๆ ที่อาจเป็นไปได้ในการแก้ปัญหา ไปจนกระทั่งถึงข้อคิดเห็นที่เกี่ยวกับข้อตกลงและการนำข้อตกลงไปสู่การปฏิบัติ



โพลสันติภาพแตกต่างจากโพลทั่วไป คือ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะคู่ขัดแย้งหลักจำเป็นต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น โดยมีคุณลักษณะเฉพาะ ดังนี้



1)    คู่ขัดแย้งหลัก และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับรู้ว่าจะมีการทำโพลสันติภาพ และได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ



2)    ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนในการร่วมร่างแบบสอบถามและมีความเห็นชอบกับทุกคำถามที่นำไปสอบถามประชาชน



3)    การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล จะดำเนินการโดยคณะทำงานหรือนักวิชาการที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งจะเผยแพร่ผลการสำรวจสู่สาธารณะในวงกว้างต่อไป



โพลสันติภาพยังแตกต่างจากการทำประชามติ (referendum) ตรงที่ โพลสันติภาพไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ แต่เป็นการหาทางเลือกให้เห็นหลายระดับให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ/ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ประชามติเป็นการตัดสินซึ่งวางอยู่บนฐานของเสียงข้างมาก/น้อย แต่โพลสันติภาพเป็นการหาจุดลงตัวให้ทุกๆฝ่ายพอยอมรับได้



ความท้าทายในการทำโพลสันติภาพ



- การพัฒนาแบบสอบถามจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากผลของโพลจะมีผลทางการเมืองสูงเพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังและต้องทำงานกับทุกฝ่ายตั้งแต่ต้น



- การยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหากผลของโพลไม่เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่ายจะทำอย่างไร



- การทำโพลสันติภาพไม่สามารถทำให้จบภายในครั้งเดียว จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับกระบวนการพูดคุย การทำอย่างต่อเนื่องนี้เองที่จะทำให้เห็นพัฒนาการทางความคิดของประชาชน



ประโยชน์ต่อกระบวนการสันติภาพ/ สันติสุข



 - ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการสันติภาพ/ สันติสุข ในลักษณะที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ไม่ตั้งอยู่บนความรู้สึกหรือการคาดเดา



-  ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีช่องทางในการแสดงออกความคิดเห็น และนำไปสู่ความรู้สึกเป็นเจ้าของในกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น



- กระตุ้นให้สังคมได้รับรู้ และตื่นตัวกับกระบวนการสันติภาพ/ สันติสุข



- เป็นโอกาสให้คู่ขัดแย้งและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในปัญหาความขัดแย้ง ได้ทำงานร่วมกัน



ขั้นตอนการดำเนินการในเชิงหลักการ



1)    ประสานกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักเพื่อชี้แจงแนวคิดและขั้นตอนการดำเนินการ



2)    ร่วมคิดและร่างแบบสอบถาม รวมทั้งกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะสอบถาม โดยให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน



3)    ดำเนินการสอบถามประชาชนกลุ่มเป้าหมาย



4)    ประมวลผลและวิเคราะห์ผลการสำรวจ



5)    นำเสนอต่อสาธารณะ



โพลสันติภาพ (Peace Poll) และ การสำรวจความเห็นด้านสันติภาพ (Peace Survey)           



ที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งและความรุนแรงยืดเยื้อเรื้อรังในพื้นที่ชายแดนใต้ มีสถาบันการศึกษาจำนวนหนึ่งทั้งในส่วนกลาง กรุงเทพฯ และในพื้นที่ ได้ออกแบบการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสันติภาพขึ้น



หากพิจารณาการทำโพลเกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพในภาคใต้ที่ผ่านมา ยังเป็นเพียงการสำรวจความเห็นด้านสันติภาพ โดยเป็นการวิจัยที่เน้นการศึกษารวบรวมข้อมูลต่างๆ  เพื่อสอบถามความคิดเห็น ทัศนคติ ความรู้สึก ที่เป็นส่วนสนับสนุนในกระบวนการสันติภาพ รวมไปถึงความเห็นที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรง อัตลักษณ์ วัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการค้นหาข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ในทางปฏิบัติหากจะยกระดับให้การสำรวจความเห็นด้านสันติภาพ เป็นโพลสันติภาพนั้น จำเป็นต้องมีความเชื่อมโยงกับคุณลักษณะเฉพาะ 3 ประการของโพลสันติภาพด้วย



ข้อต่างประการหนึ่งระหว่าง Poll กับ Survey คือ การทำโพลนั้นมักจะทำเฉพาะเรื่อง เช่น โพลของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง การทำโพลเพื่อสำรวจความเห็นต่อการทำงานรัฐบาล  เป็นต้น แต่การทำ Survey นั้นจะมีลักษณะกว้างกว่า



แผนภาพแสดงคุณลักษณะของโพลสันติภาพ และ การสำรวจความเห็นด้านสันติภาพ



                       





การจัดทำโพลสันติภาพเป็นกลไกสำคัญที่ทำงานคล้ายกับตาข่ายนิรภัย (Safety net) ที่โอบอุ้ม และ หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ ผ่านเครื่องมือของกระบวนการสันติภาพ เช่น การสร้างพื้นที่ร่วม (common space) การสร้างการมีส่วนร่วม (participation) การสร้างโอกาสให้คู่ขัดแย้งได้ทำงานร่วมกัน (dialogue) และ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน (confidence building measurements) [3]



 



ส่วนที่ 3: ตัวอย่างผลโพลกับการหนุนเสริมสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี



ปี 2558 ที่ผ่านมา สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.อ. ปัตตานี และ สถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับประเด็นด้านสันติภาพ (Peace Survey) ซึ่งผลจากการศึกษาเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสะท้อนเสียงของประชาชน เกี่ยวกับปัญหาทางสังคมและสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมุมมองของประชาชนต่อแนวทางและกระบวนการในการสร้างสันติภาพ/สันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ในสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังมีการดำเนินการในเรื่องนี้จากฝ่ายรัฐและฝ่ายผู้มีความเห็นต่าง นอกจากนี้ผลของการศึกษายังมีโอกาสเป็นแนวทางในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการจัดการปัญหาในพื้นที่ด้วย โดยมีรายละเอียดของการศึกษา ดังนี้



 



1)    CSCD Peace Survey 2015: เสียงประชาชนชายแดนใต้/ปาตานี



สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในงานวิจัยชื่อ “การสำรวจแนวโน้มทัศนคติของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบ ความยุติธรรม ปัญหาสังคม และการสร้างสันติภาพ” โดยทำการสุ่มตัวอย่างจำนวน 2,104 ตัวอย่าง จากพื้นที่ 302 หมู่บ้าน/ชุมชน 83 ตำบล 19 อำเภอ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โครงการสำรวจทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์จากผู้ให้คำตอบโดยตรง (face-to-face interview) โดยทีมเก็บข้อมูลภาคสนามที่ผ่านการอบรมการสัมภาษณ์มาแล้ว การลงภาคสนามดำเนินการในห้วงระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นช่วงเวลาส่วนใหญ่ในเดือนรอมฎอนตามปฏิทินอิสลาม



โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิงร้อยละ 45.1 เป็นเพศชายร้อยละ 54.9 ซึ่งอายุเฉลี่ยของผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ที่ 42.8 ปี โดยส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 75.1 ถือศาสนาพุทธร้อยละ 24.9 การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ทุนในการดำเนินโครงการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยลงเก็บข้อมูลในห้วงวันที่ 13 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นช่วงเวลาส่วนใหญ่ในเดือนรอมฎอนตามปฏิทินอิสลาม



ภาพรวมความคิดเห็นต่อกระบวนการสันติภาพ



ผลการศึกษาในประเด็นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ/สันติสุข นั้น พบว่า ประชาชนร้อยละ 76.9 ให้คะแนนผ่านเกณฑ์หรือให้การยอมรับและเชื่อมั่นต่อกระบวนการสันติภาพที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่กับกลุ่มที่มีความเห็นและอุดมการณ์แตกต่างจากรัฐ (เช่น กลุ่มบีอาร์เอ็น) โดยมีคะแนนเฉลี่ยในการประเมินคือ 5.50 และประชาชนร้อยละ 80.2 ให้คะแนนผ่านเกณฑ์หรือให้การยอมรับและเชื่อมั่นว่ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ/สันติสุข ที่กำลังดำเนินการอยู่จะมีความต่อเนื่องและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยมีคะแนนเฉลี่ยในการประเมินคือ 5.71



ข้อค้นพบที่น่าสนใจก็คือ เมื่อนำผลการสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับผลการสำรวจความคิดเห็นของ CSCD ในประเด็นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพเมื่อ 2 ปีก่อนในช่วงเดือนมีนาคม 2556 และเดือนมิถุนายน 2556 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ในรัฐบาลชุดที่แล้ว พบว่าการยอมรับและเชื่อมั่นต่อกระบวนการสันติภาพที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่กับกลุ่มผู้มีความเห็นและอุดมการณ์แตกต่างจากรัฐมีแนวโน้มสูงขึ้น กล่าวคือ ขณะที่ในครั้งนี้มีประชาชนร้อยละ 76.9 ให้คะแนนผ่านเกณฑ์ดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งสูงกว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2556 ที่มีประชาชนร้อยละ 67.1 ให้คะแนนผ่านเกณฑ์หรือให้การยอมรับและเชื่อมั่นต่อกระบวนการสันติภาพที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่กับกลุ่มเห็นต่างในขณะนั้น และยังสูงกว่าผลการสำรวจในช่วงเดือนมิถุนายน 2556 ก็พบว่ามีประชาชนร้อยละ 76.6 ที่ให้คะแนนผ่านเกณฑ์



แผนภาพที่ 1 – ผลการให้คะแนนต่อการยอมรับและเชื่อมั่นต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ





 



อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ 



แหล่งอ้างอิง: http://www.deepsouthwatch.org/node/7933









โพสต์โดย : Admin   
เมื่อวันที่ : 04 มกราคม 2559   

 


สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD)
โทรศัพท์/โทรสาร 073-350433 มือถือ 086-4981667