สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ 

Center for Conflict Studies and Cultural Diversity [CSCD]

 
หน้าหลัก  |   นักวิจัย  |   ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม  |   เว็บบอร์ด  |   ติดต่อเรา  |   Login





     

สำรวจกระบวนการสันติภาพต่างประเทศที่โดดเด่นในปี 2015 : 1 ความหวัง 3 ความท้าทาย













ฟารีดา ปันจอร์





สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้







 





ข้อมูลจากดัชนีชี้วัดสันติภาพโลกปี 2558 (Global Peace Index 2015)ได้สรุปให้เราได้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อความขัดแย้งและสันติภาพทั่วโลก กล่าวคือ ปี 2558ที่ผ่านมาภูมิภาคตะวันออกกลางและหลายประเทศในภูมิภาคอาฟริกาเหนือได้รับผลกระทบจากความรุนแรงจากการแบ่งแยกทางศาสนาความรุนแรงของสงครามกลางเมืองมากที่สุด รวมทั้งความรุนแรงจากกลุ่มเคลื่อนไหวมุสลิมสุดโต่งอย่างเช่นกลุ่ม IS  (Islamic State) จนอาจกล่าวได้ว่า สองภูมิภาคดังกล่าวได้รับผลกระทบจากความรุนแรงแซงหน้าภูมิภาคเอเชียใต้ในปี 2557






ส่วนในภูมิภาคอเมริกาใต้ อเมริกากลาง แถบคาริเบียนและเอเชียใต้ ก็ยังคงเผชิญปัญหาอาชญากรรม การประท้วงและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มก่อความไม่สงบต่างๆ (เช่นในโคลอมเบีย)  ผลจากความรุนแรงในตะวันออกกลาง และหลายประเทศในอาฟริกาเหนือรวมทั้งแถบทะเลทรายซาฮารา ทั้งที่เกิดจากการประท้วงของประชาชนและการเกิดขึ้นของกลุ่ม IS  ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น






กระนั้นก็ตาม ความหวังของการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานยังคงเกิดขึ้นในบางประเทศอย่างในละตินอเมริกาที่กระบวนการสันติภาพกำลังเดินหน้าไป ดังเช่น ประเทศโคลอมเบีย และในที่อื่นๆ  อย่างในกรณีของอิหร่านที่การการพูดคุยประเด็นปัญหานิวเคลียร์ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ส่วนในตูนีเซียนั้น พลังแห่งการพูดคุยทำให้เราเห็นพลังของการสานเสวนาระหว่างผู้คนท่ามกลางความรุนแรง  ที่อาฟกานิสถานมีอุปสรรคต่อกระบวนการสันติภาพอยู่บ้างในเรื่องความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศ






นอกจากนี้กระบวนการสันติภาพที่ดูเหมือนว่าจะเดินหน้าไปแต่ก็ยังคงเผชิญความท้าทาย ในบางประเทศอย่างฟิลิปปินส์ พม่า ตุรกี เหล่านี้เป็นประเทศที่หน่อเนื้อของกระบวนการสันติภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยสภาวะทางการเมืองและสังคมทำให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องจำต้องหาหนทางในการปรับประคองกระบวนการสันติภาพเกิดหน้าต่อไปได้ ในบทความนี้ผู้เขียนขอหยิบยกตัวอย่างของกระบวนการสันติภาพในต่างประเทศที่โดดเด่นทั้งที่เป็นความหวังและความท้าทายในปี 2558ดังนี้






1 ความหวัง : โมเดลสันติภาพในโคลอมเบีย






 






กระบวนการสันติภาพโคลอมเบีย ถือเป็นความหวังที่เด่นชัดในปีนี้ สืบเนื่องมากจากการเจรจาอย่างเป็นทางการ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2555 ณ กรุงฮาวาน่า ประเทศคิวบา ระหว่างรัฐบาลโคลัมเบียและกลุ่มกบฏฝ่ายซ้าย คือ ขบวนการปฏิวัติฟาร์ก (The Revolutionary Armed Forces of Colombia-FARC)การเจรจาดังกล่าวทำให้เกิดกรอบข้อตกลง 4 ประการ ซึ่งจะมีการเซ็นข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวในเดือนมีนาคมปี 2559และจะมีการทำประชามติของคนทั้งประเทศร่วมกัน กรอบข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวได้แก่






1. การปฏิรูปที่ดินและการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ในพื้นที่ชนบท และการจัดหาที่ดินให้กับชาวนาที่ยากจน






2. การเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มกบฏ ทันทีที่สัญญาสันติภาพบรรลุผล






3. การค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นแหล่งสนับสนุนหลักของขบวนการ FARC และผลิตผลของยาเสพติดทั้งหมดจะต้องถูกกำจัดให้หมดไป






4. มีการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านซึ่งหมายรวมถึงการนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มติดอาวุธเท่านั้นแต่การไม่รวมถึงผู้คนที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง






กรอบข้อตกลงสันติภาพเป็นความพยายามที่จะยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นมายาวนานที่สุดในโลกนับแต่ปี 1948 ระหว่างรัฐบาลและกลุ่มกบฏ FARC ส่งผลให้ผู้คนมากกว่า 220,000 ถูกฆ่าตาย ซึ่งกว่า 80 % เป็นพลเรือน  อีกทั้งทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่น การบาดเจ็บและการอุ้มหาย ซึ่ง ณ ตอนนี้มีผู้คนกว่า 7 ล้านคนได้ลงทะเบียนเป็นผู้ได้รับผลกระทบและตกเป็นเหยื่อต่อหน่วยงานของรัฐ






ผลกระทบจากความรุนแรงดังกล่าวเกิดจากการกระทำจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายคือ กบฏ FARC และกองกำลังทหารพรานของรัฐบาล นอกจากนี้ในความรุนแรงทางการเมืองยังมีภัยคุกคามอีกชั้นหนึ่ง คือ กลุ่มขบวนการอาชญากรรมที่ควบคุมแหล่งผลิตโคเคอีนซึ่งเป็นยาเสพติดที่ให้ผลกำไรอย่างงามซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับ กลุ่มกบฏ  FARC ด้วย  ดังนั้น ความคาดหวังการบรรลุข้อตกลงสันติภาพของรัฐบาลต่อกลุ่มกบฏ FACR  ก็เพื่อที่จะมุ่งเน้นต่อสู้กับภัยคุกคามอื่นๆ อย่างยาเสพติดและเพื่อที่จะปกป้องพลเมืองมากกว่าที่จะต่อสู้อย่างยืดเยื้อกับกลุ่มกบฏ FARC ต่อไป






ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยอมรับต่อกระบวนการสันติภาพที่กำลังเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง แต่มีหลายประเด็นที่อาจเป็นอุปสรรคหากว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ กล่าวคือ ประเด็น ความยุติธรรมเปลี่ยนผ่านด้วยการนิรโทษกรรมให้ฝ่ายกบฏ  ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งและรวมทั้งเหยื่อที่ได้รับผลกระทบยังคงเคลือบแคลงสงสัยว่าฝ่ายกบฏมีความจริงใจหรือไม่ เสียงที่มีการวิจารณ์ที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ เสียงของอดีตประธานาธิบดีอัลวาโร อูริเบ ที่ให้ความเห็นว่าการนิรโทษกรรมมีเฉพาะให้กับกบฏที่อยากจะสารภาพการกระทำผิดเท่านั้นอีกทั้งการนำกลุ่มกบฏหลายพันคนเข้ามาในกระบวนการยุติธรรมค่อนข้างใช้ต้นทุนความช่วยเหลือทางจิตวิทยาและและใช้เวลานานหลายปี  นอกจากนี้ในประเด็นการปฏิรูปที่ดินที่จำเป็นต้องใช้ทุนสูง ในการเปลี่ยนพืชยาเสพติดเป็นการเพาะปลูกพืชที่ถูกกฎหมาย











ประธานาธิบดีคิวบา ราอูล คาสโตร จับมือประสานประธานาธิบดีโคลัมเบีย ฮวน มานูแอล ซานโตส  (ซ้าย)และหัวหน้าสูงสุดของกองกำลังติดอาวุธFARC  โรดริโก ลอนโดโน  ‘ทิโมเชนโก’ อิเชเวอร์ริ(ขวา) ระหว่างการแถลงข่าวประกาศการบรรลุสันติภาพร่วมกัน










 





อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงสันติภาพโคลอมเบีย ถือเป็นโมเดลแห่งความหวังในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานเพื่อที่จะให้ทั้งสองฝ่ายเอาชนะความแตกต่างที่ยากเกินกว่าจะเอาชนะกันได้โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านและการสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่ขับเคลื่อนได้ยากมากที่สุดทำให้การเจรจาสันติภาพเกือบจะล่มลงเมื่อช่วงต้นปี 2558โดยกรอบของกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านไม่ได้มีแต่การนิรโทษกรรมกลุ่มกบฏเท่านั้น แต่รวมไปถึงการลงโทษและการดำเนินดคีอาชญากรรมเพื่อให้เหยื่อที่ได้รับผลกระทบได้เข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมด้วย โดยการจัดตั้งศาลพิเศษ (The Special Jurisdiction) ซึ่งผสมผสานวิธีการตัดสินของศาลในกรุงเฮก จากการกรณีที่เคยเกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียและจากคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงและการสร้างความสมานฉันท์ในอาฟริกาใต้  อีกทั้งมีการถอดบทเรียนจากความต้องการของเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในข้อตกลง Good Fridayในไอร์แลนด์เหนือ





 





ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ฮวน  มานูแอล ซานโตส กล่าวว่า  ชาวโคลอมเบียพยายามที่จะมีการก่อร่างหรือใช้วิธีการใหม่ในการผสมผสานให้เกิดกระบวนการสันติภาพ  ซึ่งอาจเป็นบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในการเจรจาสันติภาพก็ได้อาจกล่าวได้ว่า ศาลดังกล่าวถือได้ว่าเป็นศาลแห่งสันติภาพ (Peace Court)  ที่ไม่ได้มีการปฏิบัติหรือการดำเนินการที่ไหน ซึ่งประประกอบไปด้วยสองระบบ คือ ระบบแรกจะจัดการกับผู้ที่รับผิดชอบในช่วงแรกของอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ระบบที่สอง ดำเนินการเพื่อผู้คนที่ได้รับผลกระทบเข้ามาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมพิเศษที่ครอบคลุมทั้งการค้นหาความจริง กระบวนการยุติธรรม การฟื้นฟูเยียวยา และการไม่หวนกลับมาเกิดความรุนแรงซ้ำ ซึ่งการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะต้องเข้ากับข้อปฏิบัติอื่นๆ ของกรอบข้อตกลงสันติภาพสันติภาพได้แก่ การปฏิรูปที่ดิน  การลดการค้ายาเสพติด และการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของอดีตกบฏ






อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงสันติภาพโคลอมเบีย ถือเป็นโมเดลแห่งความหวังในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานเพื่อที่จะให้ทั้งสองฝ่ายเอาชนะความแตกต่างที่ยากเกินกว่าจะเอาชนะกันได้โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านและการสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่ขับเคลื่อนได้ยากมากที่สุดทำให้การเจรจาสันติภาพเกือบจะล่มลงเมื่อช่วงต้นปี 2558โดยกรอบของกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านไม่ได้มีแต่การนิรโทษกรรมกลุ่มกบฏเท่านั้น แต่รวมไปถึงการลงโทษและการดำเนินดคีอาชญากรรมเพื่อให้เหยื่อที่ได้รับผลกระทบได้เข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมด้วย โดยการจัดตั้งศาลพิเศษ (The Special Jurisdiction) ซึ่งผสมผสานวิธีการตัดสินของศาลในกรุงเฮก จากการกรณีที่เคยเกิดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียและจากคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงและการสร้างความสมานฉันท์ในอาฟริกาใต้  อีกทั้งมีการถอดบทเรียนจากความต้องการของเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในข้อตกลง Good Fridayในไอร์แลนด์เหนือ






ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ฮวน  มานูแอล ซานโตส กล่าวว่า  ชาวโคลอมเบียพยายามที่จะมีการก่อร่างหรือใช้วิธีการใหม่ในการผสมผสานให้เกิดกระบวนการสันติภาพ  ซึ่งอาจเป็นบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในการเจรจาสันติภาพก็ได้อาจกล่าวได้ว่า ศาลดังกล่าวถือได้ว่าเป็นศาลแห่งสันติภาพ (Peace Court)  ที่ไม่ได้มีการปฏิบัติหรือการดำเนินการที่ไหน ซึ่งประประกอบไปด้วยสองระบบ คือ ระบบแรกจะจัดการกับผู้ที่รับผิดชอบในช่วงแรกของอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ระบบที่สอง ดำเนินการเพื่อผู้คนที่ได้รับผลกระทบเข้ามาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมพิเศษที่ครอบคลุมทั้งการค้นหาความจริง กระบวนการยุติธรรม การฟื้นฟูเยียวยา และการไม่หวนกลับมาเกิดความรุนแรงซ้ำ ซึ่งการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะต้องเข้ากับข้อปฏิบัติอื่นๆ ของกรอบข้อตกลงสันติภาพสันติภาพได้แก่ การปฏิรูปที่ดิน  การลดการค้ายาเสพติด และการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของอดีตกบฏ






3 ความท้าทาย:ฟิลิปปินส์  พม่า และตุรกี






 






ฟิลิปปินส์: ก้าวหน้าแต่ยังคงท้าทาย






ปี 2015 ถือเป็นปีที่ กระบวนการสันติภาพมินดาเนาประเทศฟิลิปปินส์ มีความก้าวหน้าและต้องเผชิญกับความท้าทายไปพร้อมๆ กัน  โดยทั้งรัฐบาลฟิลิปปินส์และขบวนการปลดปล่อยอิสลามโมโร หรือ MILF  ไม่ถอยหลังกลับเข้าไปสู่สงครามและความรุนแรงดังที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้า แต่ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะยึดถือข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าท้ายเกิดขึ้นหลังจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากการปะทะที่เมืองมามาซาปาโน  ระหว่างกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร (Moro National Liberation Front – MNLF) และกองกำลังพิเศษฟิลิปปินส์ ทำให้ฝ่ายหลังเสียชีวิตไปกว่า 40 คน กระนั้นก็ตามรัฐบาลและ MILF ได้เดินหน้ากลไกและโครงการต่างๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนโดยมุ่งเน้นไปสู่ชีวิตของผู้คนรากหญ้าเพื่อฟื้นฟูชีวิตและความหวังให้กับพวกเขา รวมไปถึงการปฏิรูปสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าของการปกครองตนเองและประชาธิปไตยที่เคารพคุณค่าความหลากหลายของผู้คน






ช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเดินหน้าหน้าในการนำข้อตกลงบังซาโมโรฉบับครอบคลุมรอบด้าน (The Comprehensive Agreement on Bangsamoro) ซึ่งเป็นผลจากการเจรจาสันติภาพ ในช่วงรัฐบาลต่างๆ ไปใช้ในการเดินหน้าในการสร้างแผนที่เดินทางเพื่อเดินหน้าไปสู่กระบวนการสันติภาพ แต่เหตุการณ์ปะทะที่เมืองมามาซาปาโน เมื่อวันที่ 25 มกราคม ปี 2558ทำให้กระแสของการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพตกลงไป และมีผลต่อความล้าช้าของสภาผู้แทนราษฎรในพิจารณาผ่านร่างกฎหมายพื้นฐานแห่งบังซาโมโร (Bangsamoro Basic Law  หรือ BBL)ในช่วงปลายปี 2558 ซึ่งจะเป็นกลไกและหมุดหมายสำคัญที่จะขับเคลื่อนสันติภาพในภูมิภาคนี้อย่างเป็นรูปธรรม 






นอกจากนี้เหตุการณ์ดังกล่าวยังกระทบต่อความรู้สึกของสาธารณชนฟิลิปปินส์ในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ ถึงกระนั้นรัฐบาลเองที่นำโดยสำนักงานที่ปรึกษาประธานาธิบดีในกระบวนการสันติภาพ หรือ OPAPP (Office of the Presidential Adviser on the Peace Process)ยังคงมุ่งทำงานขับเคลื่อนสันติภาพอย่างต่อเนื่องและให้คำมั่นว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ดังกล่าวมากำหนดทิศทาง หรือสร้างผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพ แต่ได้พยายามจัดการกับกรณีโศกนาฏกรรมดังกล่าวสู่กระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิผล






ความพยายามในการขับเคลื่อนสันติภาพของรัฐบาลดังกล่าวนั้นก้าวหน้าหลายประการในช่วงปีที่ผ่านมา  ประการแรกคือ การเผยแพร่และให้ข้อมูลเกี่ยวกับร่างกฎหมายพื้นฐานแห่งบังซาโมโรอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ  เช่น สถานศึกษาต่างๆ ทั้งวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย  การเผยแพร่ร่างกฎหมายทางสื่อมวลชน และมีการให้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนกว่า 20 ครั้ง มีการทำงานประสานกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองกำลังทหารฟิลิปปินส์ในการให้ข้อมูลแก่กองทัพภาค 9 และ ภาค 10 ในพื้นที่ความขัดแย้ง นอกจากนี้ทาง OPAPP ยังได้จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าวนี้กว่า 48 ครั้ง






ประการที่สองงานด้านความมั่นคง ในปีนี้เป็นปีที่มีนัยยะสำคัญมากต่อกลุ่มMILF ที่พยายามแสดงความจริงใจในการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพในการปลดอาวุธและนักรบ  โดยจัดพิธีปลดอาวุธและนักรบประจำการที่เมืองหนึ่งในจังหวัดมากินดาเนา โดยประธานาธิบดี เบนนิกโน อากิโน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมพิธีดังกล่าว  อีกทั้งมีทีมติดตามและตรวจสอบต่างประเทศ ทั้งนอร์เวย์ บูรไนและตุรกี ร่วมตรวจสอบและเป็นสักขีพยานในพิธีปลดอาวุธนอกจากนี้รัฐบาลพยายามปรับปรุงมีกลไกในการตรวจสอบการติดตามการหยุดยิงจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการหยุดยิงซึ่งได้รับการร้องเรียนกว่า 68 กรณี ทำให้สามารถป้องกันความรุนแรงที่จะขยายไป มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้นที่เมืองมามาซาปาโนที่ความรุนแรงกลับขยายตัวและสร้างแรงเหวี่ยงที่ทำให้กระบวนการสันติภาพถดถอย






 











ประธานาธิบดีเบนนิกโน อากีโน ที่ 3 และ ฮัจญี มูรัด อิบราเฮม ประธานคณะกรรมการกลาง MILF เข้าร่วมเป็นสักขีพยานกระบวนการส่งมอบอาวุธและปลดนักรบของ MILF  (Bangsamoro Islamic Armed Forces) ที่หมู่บ้าน ซิมวย เมืองสุลตาน กุดารัต จังหวัดมากินดาเนา เมื่อวันอังคารที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา










 






ส่วนการขับเคลื่อนสันติภาพในระดับพื้นที่ รัฐบาลและหน่วยงานต่างประเทศ ต่างมีความพยายามขับเคลื่อนกลไกในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ โดยดำเนินโครงการพัฒนาพื้นค่ายทหารทั้ง 6 แห่งของ MILF ใน 4 จังหวัดด้วยกันคือ มากินดาเนา, นอร์ธโกตาบาโต, ลาเนาเดลซูร์และลาเนาเดลนอร์ธไม่ว่าจะเป็นการจัดให้มีระบบพลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาระบบชลประทาน และสะพานแขวนในพื้นที่เหล่านี้ การสนับสนุนโรงเรียนประถม 18 โรงเรียน  การช่วยเหลืออดีตนักรบให้สามารถกลับเข้าสู่สังคมนอกจากนี้การพัฒนาได้เกิดขึ้นจากโครงการ Sajahatra Bangsamoro ที่ดำเนินมากว่า 2 ปี ได้สนับสนุนและพัฒนาสุขภาพและชีวิตของผู้คนกว่า 10 หมู่บ้านเกิดสถานีบริการด้านสุขภาพ  มีพยาบาล ศูนย์เลี้ยงเด็ก และศูนย์อุปการะอาหารเด็ก  ตลอดจนสนับสนุนทุนการศึกษาของนักเรียนในโรงเรียนทั้งสามัญและโรงเรียนสอนศาสนา และดูแลอาชีพเกษตรให้กับประชาชนในพื้นที่






นอกจากนี้ มีกระบวนการสำคัญที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง คือ กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านและสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งรัฐบาลได้จัดเวทีรับฟังผู้คนกว่า 210 เวที โดยผู้เชี่ยวชาญจากสวิสเซอร์แลนด์เข้ามาจัด “กระบวนการรับฟัง”  ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ผู้ไม่ได้รับความยุติธรรมในอดีต ผู้ถูกการละเมิดสิทธิมนุษยชน  เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและเป็นการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างผู้คน






พม่า: ข้อตกลงหยุดยิงคือก้าวสำคัญในกระบวนการสันติภาพระยะเริ่มต้น






พม่าเป็นประเทศหนึ่งที่ผ่านความขัดแย้งที่สู้รบด้วยกำลังอาวุธระหว่างรัฐบาลทหารและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ต้องการปกครองตนเอง นับตั้งแต่พม่าได้เอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2491 (ค.ศ.1948) ความรุนแรงทำให้ ผู้คนหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตและหลายแสนคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน หลังจากนั้นรัฐบาลทหารก็ดำรงอำนาจของตนเองเอาไว้ กระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลทหารพม่าได้ยอมรับกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยและพยายามที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นปัญหาใจกลางของประเทศด้วยกระบวนการสันติภาพ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการจัดจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ความขัดแย้งต่างๆ






ในปี2558 ที่ผ่านมาเป็นปีที่รัฐบาลพม่าได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มชาติพันธ์ 8 กลุ่มด้วยกัน  (ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย) หลังจากที่ดำเนินการเจรจาสันติภาพระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มากว่า 2 ปี  ประธานาธิบดีเตงเส่ง ให้ความเห็นในในช่วงของพิธีลงนามในข้อตกลงหยุดยิงว่าการลงนามครั้งนี้เป็นการปูทางไปสู่เส้นทางสันติภาพของพม่าในอนาคต และถือเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ของพม่าที่จะเปิดเส้นทางสายใหม่ให้กับประเทศ เช่นเดียวกับผู้นำกลุ่มติดอาวุธสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU (The Karen National Union) ที่กล่าวว่ามันเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และเป็นผลผลิตของการเจรจาที่กล้าหาญและมีพลัง นอกจากนั้น กลุ่มต่างๆ ที่ได้ลงนามในตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลจะถูกลบออกจากลิสรายชื่อองค์กรผิดกฎหมาย 






 






08c3bacbf7394d439e767790e1522615_18 (1).jpg






ข้อตกลงหยุดยิงถือเป็นก้าวแรกในการยุติความขัดแย้งรุนแรงที่มีมากกว่า 3 ทศวรรษ ในพม่า





ที่มา: http://www.aljazeera.com/news/2015/10/myanmar-signs-truce-deal-rebel-groups-151015053859530.html

อ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่นี่ 








โพสต์โดย : Admin   
เมื่อวันที่ : 10 พฤษภาคม 2559   

 


สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD)
โทรศัพท์/โทรสาร 073-350433 มือถือ 086-4981667