สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ 

Center for Conflict Studies and Cultural Diversity [CSCD]

 
หน้าหลัก  |   นักวิจัย  |   ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม  |   เว็บบอร์ด  |   ติดต่อเรา  |   Login





     

เมื่อสันติภาพเดินหน้า: การปรับตัวของผู้คนภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในรอบปีที่ผ่านมา







รอมฎอน ปันจอร์


 


ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้


 



หากจะให้สรุปสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือ “ปาตานี” อย่างสั้นกระชับ คนส่วนใหญ่มักพิจารณาไปที่เหตุการณ์ความรุนแรง สถานการณ์ดีขึ้นแล้วหรือยัง? จะ “สงบ” เมื่อไหร่? มักเป็นคำถามที่เริ่มต้นและทิ้งท้ายบทสนทนาที่เรียบง่ายเสมอ เราคงต้องไม่ลืมว่าตัวเลขของสถิติความรุนแรงนั้นบอก “ข้อมูล” กับเราได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เรื่องสำคัญคือการตีความ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลและกรอบการมองที่หลากหลาย เพื่อใช้วิเคราะห์และประเมินให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แง่มุมที่ว่านี้เตือนให้เราตระหนักว่าการตีความนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราเลือกใช้ข้อมูลและ “แว่นตา” ที่เราใช้สวมใส่ยามพินิจพิเคราะห์



ที่สำคัญ เมื่อเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำการหรือผู้ถูกกระทำ เรามีแนวโน้มที่จะมองเห็นข้อมูลและตีความมันจากจุดยืนที่มองอยู่อย่างไม่รู้ตัว และด้วยเหตุนี้นี่เอง “การสนทนา” กับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้คนที่คิดเห็นแตกต่างกันเราจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ความขัดแย้งเช่นนี้ ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่เราจะเข้าใจผู้อื่นมากขึ้นเท่านั้น หากแต่เราจะตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองคิดและเป็นอยู่ด้วยเช่นกัน มากไปกว่านั้นหากโชคดีเราจะมองเห็นความเป็นไปได้อื่นๆ ที่อาจไม่เคยมองเห็นหรือให้ความสำคัญมาก่อน



บทความนี้ต้องการเปิดการสนทนาดังกล่าวข้างต้น





 



000



ว่าด้วยความรุนแรง



 



กับคำถามที่ว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้วหรือ? คำตอบจากหน่วยงานราชการนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ใช้เวลานานนับปีในระยะหลังนี้ชูภาพว่า “ชายแดนใต้ดีขึ้นแล้ว” ในขณะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็ตีความ “จำนวน” เหตุการณ์ที่ลดลงไปในทางบวก พวกเขาเชื่อมั่นว่ามาตรการต่างๆ ที่ทางฝ่ายรัฐทุ่มเททำในรอบหลายปีนั้นสัมฤทธิ์ผล นโยบายที่ชัดเจนและเอกภาพทางความคิดระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติก่อรูปสร้างผลให้สามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง” ไว้ได้ ในหลายพื้นที่สามารถขยายงานพัฒนาได้กว้างไกลตามเป้าหมาย ยอดของผู้ที่เข้าร่วมใน “โครงการพาคนกลับบ้าน” เพิ่มเข้ามามากขึ้นตามห้วงเวลา สะท้อนความอ่อนล้าอ่อนแรงของฝ่ายตรงกันข้าม ในขณะที่การพูดคุยเพื่อ “สันติสุข” ก็เดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีความหวัง



เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นประปรายสำหรับ “แว่นตา” คู่นี้จึงไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรมากไปกว่าเป็นเพียงปฏิกริยาโต้ตอบอย่างฉับพลันเฉพาะหน้าเท่านั้นเอง



มองอย่างผิวเผิน ดูเหมือนว่า “ฝ่ายรัฐไทย” จะเป็นเอกภาพมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งในรัฐบาลที่มาจากการก่อรัฐประหารด้วยแล้ว โอกาสที่ข้อขัดแย้งภายในจะขัดขวางมาตรการต่างๆ ดูจะน้อยลง เอกภาพและความจริงจังในฝ่ายรัฐนี่เองที่ทำให้แนวโน้มความรุนแรงลดน้อยถอยลงตามที่พึงประสงค์ ถือเป็นการสร้างสภาวะที่เกื้อกูลต่อการสร้างสันติสุขอย่างแท้จริง



ผมคงต้องย้ำเตือนว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาการตีความปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น สมมติฐานที่หน่วยงานราชการสะท้อนออกมาข้างต้นนั้น แม้จะมีน้ำหนักพอรับฟังได้ แต่ก็มีเหตุผลอยู่พอสมควรที่พวกเขาจำเป็นต้อง “ฉายภาพ” ออกมาในรูปการณ์ดังกล่าว เพราะต้องไม่ลืมว่าภารกิจในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนการรักษาความสงบเรียบร้อยนั้นเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับความรุนแรงทางตรงอย่างแยกไม่ออก เมื่อเหตุการณ์ลด พวกเขาย่อมตีความว่าความเหนื่อยยากตามภารกิจก่อนหน้านี้ได้บรรลุผลแล้ว



คงต้องหมายเหตุในที่นี้ด้วยว่า “เสียงของทางการ” นั้นมีภาษีสูงกว่าในการโน้มน้าวสังคมไทยโดยรวม แต่ภาษีที่ว่านี้อาจใช้ไม่ได้เสมอไปใน “สังคมปาตานี” ที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงมาตลอดกว่าสิบปี



คำถามที่ว่าหากมองจากจุดยืนของฝ่ายต่อต้านรัฐและภาคส่วนต่างๆ ในสังคมจะสอดคล้องต้องกันกับแนววิเคราะห์ดังกล่าวหรือไม่? ผมพบว่าการตีความไม่สอดคล้องไปเสียทีเดียว สมมติฐานที่ได้รับมาอีกด้านหนึ่งพยายามบ่งชี้ไปในทิศทางที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ แม้มาตรการภาครัฐอาจได้รับการปรับปรุงอยู่บ้าง แต่ทัศนะที่ตรงกันข้ามชี้ไปที่ว่า “เหตุการณ์ความรุนแรง” ในฐานะที่เป็นอำนาจต่อรองทาง “การทหาร” ของขบวนการต่อสู้ปาตานีนั้นไม่ได้ถูกจำกัด พวกเขาเพียงแต่ตั้งใจ “ผ่อนแรงลง” ในบางห้วงขณะเป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้มีการปรับขบวนกันเป็นการภายใน รวมไปถึงการรุกคืบมากขึ้นในแง่ของการเคลื่อนไหวทางการเมือง กรอบวิเคราะห์แนวทางนี้มองว่าหากรุกทางการทหารมากจะเป็นการปิดกั้นโอกาสและพื้นที่สำหรับการขยายงานการเมือง



นอกจากนี้ บางคนก็ว่าจำนวนเหตุการณ์ที่ลดลงนั้นเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีขีดความสามารถจะก่อการใดๆ เหมือนดังที่แล้วมา แต่ความรุนแรงที่เราเคยเผชิญในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้นพิสูจน์ให้เห็นว่ามีผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้าง เดิมพันในปฏิบัติการเช่นนี้จึงสูงขึ้น ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ การซ้ำเติมผู้คนในพื้นที่ทำให้เหตุผลรองรับในการปฏิบัติการมีน้ำหนักลดน้อยลง เพราะนี่ไม่ใช่ “สงคราม” ที่ก่อโดยแก็งค์อาชญากรที่ไร้เหตุผลทางการเมืองและไม่สนใจมวลชนสนับสนุน



ที่น่าสนใจที่สุดคือการผ่อนแรงดังกล่าวเป็นผลมาจากความจำเป็นที่ต้องเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากพลวัตที่เปลี่ยนไปของกระบวนการสันติภาพ ซึ่งคงต้องแจกแจงอย่างละเอียดต่อจากนี้



แน่นอนว่าต้องมีคำอธิบายที่ว่า “ชายแดนใต้ไม่ได้ดีขึ้นจริง” อยู่ด้วยเช่นกัน เพราะหาก “ความรุนแรง” ถูกวางกรอบการมองไว้แค่เพียงการพิจารณาถึง “จำนวน” เหตุการณ์ที่ปรากฎผ่านปฏิบัติการทางการทหาร (อย่างการสุ่มยิง วางระเบิด วางเพลิง หรือแม้แต่เหตุการณ์ก่อกวนอย่างเผายางรถยนต์และตะปูเรือใบ) หรือ “จำนวน” ของผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวเข้ามารายงานตัวตามโครงการพาคนกลับบ้าน ก็คงไม่สามารถอธิบายความรู้สึกไม่ปลอดภัยอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนในพื้นที่ประสบ



ไม่กี่วันมานี้มีการเปิดเผยรายงานสถานการณ์การซ้อมทรมานในสถานที่ราชการ 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม (MAC) และอีกฉบับหนึ่งเป็นของ 3 องค์กรสิทธิมนุษยชน อันได้แก่ กลุ่มด้วยใจ กลุ่มสิทธิมนุษยธรรมปาตานี (HAP) และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) รายงานทั้งสองฉบับเปิดเผยข้อเท็จจริงอันน่ารันทดหดหู่จากปากคำของผู้คนจำนวนหนึ่งที่ถูกควบคุมตัวภายใต้กฎหมายพิเศษ ปฏิกริยาโต้ตอบจาก กอ.รมน. ในหน้าสื่อมวลชนอย่างแข็งกร้าวไม่แยแส ซึ่งพอจะเป็นที่คาดการณ์ได้ก่อนหน้า กอ.รมน.ตั้งข้อกังขาว่า “ข้อมูล” ที่บรรจุอยู่ในรายงานเหล่านั้นน่าจะไม่ถูกต้องและล้าสมัย รวมทั้ง “ตีความ” ว่าผู้ที่จัดทำรายงานนั้นมีเจตนาที่ไม่ดีและมุ่งทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ



ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น “เป็นจริง” มากน้อยเพียงใด (อันที่จริงแล้ว ต่อให้มีเพียงหนึ่งกรณีที่จริง ก็น่าเศร้าใจแล้ว) แต่ถ้าเราตีความให้การซ้อมทรมานไปไกลกว่าเรื่องการละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษชนดังที่เคยรณรงค์กันมาตลอดหลายปี โดยจัดให้อยู่ในกรอบคิดที่ว่าเป็น “ความรุนแรง” ที่ต้องลดลงด้วยแล้ว การซ้อมทรมานก็ควรต้องถูกทำให้ยุติลงพอๆ กับเหตุผลที่ต้องลดความรุนแรงจากปฏิบัติการทางทหารของทุกฝ่ายเช่นกัน ทั้งนี้ การลดความรุนแรงในที่นี้ก็ไม่ได้เพื่ออะไรอื่น นอกเสียจากเป็นการเพิ่มความไว้วางใจระหว่างรัฐกับชุมชน ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อ “ผู้เห็นต่าง” ในกระบวนการพูดคุยเพื่อ “สันติสุข” อีกด้วย



การพลิกมุมมองในการตีความสถานการณ์อาจใช้ได้ในกรณีที่แหลมคมอื่นๆ เช่นกัน หากพิจารณาชะตากรรมของครอบครัว “แวมะนอ” ที่เผชิญกับคำสั่งศาลแพ่งให้ยึดเอาทรัพย์สินและที่ดินของปอเนาะญิฮาดวิทยาเป็นของรัฐภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การไม่อุทธรณ์คดีของครอบครัวเพื่อยุติความกังวลใจที่มีมาตลอดหลายปีและเลือกที่จะโยกย้ายมาปักหลักยืนหยัดเพื่อสร้างปอเนาะแห่งใหม่ก็เป็นข้อสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นไม่สามารถให้คำตอบต่อข้อขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนมลายูมุสลิมได้อย่างครอบคลุม การใช้กฎหมายที่แข็งกร้าวกลับกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขบ่อนทำลายบรรยากาศ “สันติสุข” ไปเสียเอง ในกรณีที่อาจดูไม่เกี่ยวข้องกันอย่างการเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพาก็อาจสะท้อนแนวโน้มเช่นนี้ เมื่อสถานการณ์เริ่ม “สงบ” โครงการพัฒนาใน “พื้นที่ความมั่นคง” ก็ถูกผลักดันอย่างเร่งรีบ โดยละเลยความกังวลใจของชุมชนท้องถิ่น คำถามก็คือว่าเงื่อนไขเผชิญหน้าเช่นนี้จะถูกจัดวางอย่างไรในแนวทางการสร้างความไว้วางใจของภาครัฐ



 อ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่นี่ 









โพสต์โดย : Admin   
เมื่อวันที่ : 10 พฤษภาคม 2559   

 


สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD)
โทรศัพท์/โทรสาร 073-350433 มือถือ 086-4981667